นานาสาระ...เรื่องหัวใจ

        ท่านทราบหรือไม่ว่า ผู้หญิงที่เป็นโรคหัวใจ สามารถตั้งครรภ์ได้หรือไม่ และมีความเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์และเด็กอย่างไร?

    โรคหัวใจกับการตั้งครรภ์ และการประเมินความเสี่ยง ของภาวะแทรกซ้อนทางหัวใจในผู้หญิงที่ ตั้งครรภ์ และคำแนะนำในการรักษาในระหว่างตั้งครรภ์

บทนำ
                โรคหัวใจเป็นปัญหาสุขภาพที่สำคัญ ของคนทุกเพศทุกวัย ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ตั้งแต่วัยทารกแรกเกิดจนถึงวัยสูงอายุ รวมทั้งในผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ ก็มีโอกาสที่จะมีโรคหัวใจอยู่ก่อนหรือเกิดขึ้นภายหลังการตั้งครรภ์ ได้ ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับการดูแลรักษาอย่างใกล้ชิด มากกว่าการฝากครรภ์ปกติ ทั้งนี้เพราะโดยสรีรวิทยาที่เปลี่ยนแปลงไปในระหว่างการตั้งครรภ์ มีส่วนทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้น เพราะฉนั้น จึงเสี่ยงต่อการเกิดภาวะโรคแทรกซ้อนทางหัวใจได้

การเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาในผู้หญิงที่ตั้งครรภ์
               ในผู้หญิงที่ตั้งครรภ์จะมีการเปลี่ยนแปลงทางระบบไหลเวียนโลหิต ซึ่งมีผลต่อหัวใจ และอาจทำให้คนที่เป็นโรคหัวใจ มีอาการกำเริบได้ เช่น เกิดภาวะหัวใจล้มเหลวเป็นต้น
การตั้งครรภ์ จะทำให้มีการเปลี่ยนแปลงของระบบไหลเวียนโลหิต ตั้งแต่ 5-8 สัปดาห์ของการตั้งครรภ์ และเปลี่ยนแปลงมากที่สุดในปลายไตรมาสที่สองของการตั้งครรภ์ และมีผลต่อเนื่องไปจนกระทั่งคลอด

ปริมาณเลือดที่ไหลผ่านหัวใจ(Cardiac output)ในผู้หญิงที่ตั้งครรภ์
               ปริมาณเลือดที่ไหลผ่านหัวใจ จะมีการเพิ่มปริมาณขึ้น 30-50% เทียบกับภาวะปกติ และปริมาณที่เพิ่มนี้แปรเปลี่ยนตามท่าทางการทรงตัว กล่าวคือ ท่านอนตะแคงซ้าย ปริมาณเลือดที่ไหลผ่านหัวใจจะเพิ่มขึ้นมาก ขณะที่ท่านอนหงาย ปริมาณเลือดที่ไหลผ่านจะลดลงถึง 25-30% ทั้งนี้เนื่องจากมดลูกที่โตขึ้นจะไปกดเส้นเลือดดำใหญ่ด้านล่างที่ส่งเลือดไหลกลับเข้าหัวใจ
สาเหตุของการเพิ่มปริมาณเลือดที่ไหลผ่านหัวใจ มาจากปัจจัย 3 ประการ คือ ปริมาณเลือดในร่างกายเพิ่มขึ้น, ภาวะความต้านทานของเส้นเลือดทั่วร่างกายลดลง และหัวใจที่เต้นเร็วขึ้นประมาณ 15-20 ครั้งต่อนาที ซึ่งเป็นสรีรวิทยาปกติในผู้หญิงที่ตั้งครรภ์

ความดันโลหิต
             ความดันโลหิตจะลดลงในช่วงแรกของการตั้งครรภ์ เนื่องจากความต้านทานของหลอดเลือดที่ลดลงนั่นเอง

การเปลี่ยนแปลงในระยะเจ็บครรภ์และคลอด
             ในระยะเจ็บครรภ์และคลอดจะพบว่ามีการเพิ่มของปริมาณเลือดที่ไหลผ่านหัวใจมากกว่าเดิมมาก บางครั้งอาจเพิ่มขึ้นมากกว่าช่วงไตรมาสที่ 3 ของการตั้งครรภ์ถึง 80% ทั้งนี้เป็นผลจาก มดลูกมีการหดตัว ทำให้เลือดในผนังมดลูกไหลกลับเข้าหัวใจมากขึ้น ร่วมกับความดันโลหิตและชีพจรที่เพิ่มขึ้น อันเนื่องมาจากภาวะตื่นเต้นกังวลและความเจ็บปวดในขณะเจ็บครรภ์   รวมทั้งในระยะหลังคลอดใหม่ๆ มดลูกมีขนาดเล็กลง ทำให้เส้นเลือดดำใหญ่ด้านล่างไม่ถูกกดจากมดลูก จึงมีเลือดไหลกลับเข้าหัวใจผ่านเส้นเลือดดำใหญ่ด้านล่างมากขึ้นด้วย

การประเมินความเสี่ยงของการเกิดภาวะแทรกซ้อนในผู้หญิงที่ตั้งครรภ์และมีโรคหัวใจ
            จากการศึกษาย้อนหลังในผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ 221 รายที่เป็นโรคหัวใจและตั้งครรภ์ทั้งหมด 252 ครั้งและศึกษาแบบprospective ในผู้หญิง 562 ราย ที่มีโรคหัวใจที่เป็นโรคหัวใจแต่กำเนิดหรือที่เกิดขึ้นภายหลังหรือมี
หัวใจเต้นผิดจังหวะ และมีการตั้งครรภ์ทั้งหมด 617 ครั้ง พบว่ามีตัวที่จะทำนายการเกิดภาวะแทรกซ้อนทางหัวใจ  ในผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ อยู่ 4 อย่าง คือ
1.สมรรถภาพการออกแรงที่ต่ำ ที่มากกว่า class II ขึ้นไป(เช่น เดินไปห้องน้ำแล้วมีอาการเหนื่อย ใจสั่น เจ็บหน้าอก)หรือมีอาการเขียวร่วมด้วย (Poor functional class NYHA> class II or cyanosis)
2.การมีภาวะแทรกซ้อนทางหัวใจมาก่อน เช่น หัวใจล้มเหลว, หัวใจเต้นผิดจังหวะ รวมทั้ง ภาวะสมองขาดเลือดไปเลี้ยงชั่วคราว(Transient ischemic attack), โรคอัมพฤกษ์
3.การมีภาวะอุดกั้นของการไหลของเลือดในหัวใจข้างซ้าย ได้แก่
-พื้นที่การเปิดของลิ้นหัวใจไมตรัล(mitral valve area) น้อยกว่า 2 ตารางเซนติเมตร
-พื้นที่การเปิดของลิ้นหัวใจเอออร์ติค(aortic valve area) น้อยกว่า 1.5 ตารางเซนติเมตร
-ความแตกต่างของแรงดันสูงสุดที่ทางออกของหัวใจห้องล่างซ้าย(peak left ventricular outflow gradient) มากกว่า 30 มิลลิเมตรปรอท
4.ภาวะการบีบตัวของหัวใจ(ejection fraction) น้อยกว่า 40%
โดยการให้คะแนน โดยคิดความผิดปกติที่พบ 1 อย่างคิดเป็น 1 คะแนน ซึ่งในการศึกษา พบการเกิดภาวะแทรกซ้อนทางหัวใจทั้งหมด 13%( ในจำนวนนี้ 55%เกิดขึ้นก่อนคลอด)พบว่า การให้คะแนนตามเกณฑ์ดัง
กล่าวสอดคล้องกับอัตราการเกิดโรคแทรกซ้อนทางหัวใจ ดังนี้
คะแนน 0 คะแนน มีอัตราการเกิดโรคแทรกซ้อนทางหัวใจ 4% ซึ่งถือว่ามีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจกำเริบต่ำ   สามารถตั้งครรภ์และคลอดได้อย่างปลอดภัย
คะแนน 1 คะแนน มีอัตราการเกิดโรคแทรกซ้อนทางหัวใจ 26%
คะแนนมากกว่า 1 คะแนน มีอัตราการเกิดโรคแทรกซ้อนทางหัวใจ 62%
ส่วนภาวะแทรกซ้อนในทารกแรกเกิดจะสอดคล้องกับคะแนนความเสี่ยงดังกล่าวด้วย ซึ่งถ้ามีคะแนนความเสี่ยง 1 คะแนนหรือมากกว่า ก็จะมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนในทารกแรกเกิดได้สูงขึ้น

ความผิดปกติที่เกี่ยวกับลิ้นหัวใจ
              ความผิดปกติที่เกี่ยวกับลิ้นหัวใจ อาจจะเป็นผลมาจากโรคหัวใจแต่กำเนิด, โรคหัวใจที่เกิดขึ้นภายหลังเช่น โรคหัวใจรูห์มาติค เป็นต้น และในบางครั้งอาจจะเป็นที่ลิ้นหัวใจมากกว่า 1 ตำแหน่ง
ตารางต่อไปนี้แสดงรายชื่อโรคหัวใจชนิดต่างๆ แยกตามความเสี่ยงที่จะเกิดกับแม่หรือทารกในระหว่างการตั้งครรภ์เป็นความเสี่ยงสูงและความเสี่ยงต่ำ

   กลุ่มโรคหัวใจที่มีความเสี่ยงสูง

          กลุ่มโรคหัวใจที่มีความเสี่ยงต่ำ

ลิ้นหัวใจไมตรัลตีบ(Mitral stenosis)
            เป็นตำแหน่งรอยโรคที่พบบ่อยในคนที่เป็นโรคหัวใจรูห์มาติค รวมทั้งในหญิงที่ตั้งครรภ์ กรณีที่ถือว่าลิ้นหัวใจ ไมตรัลตีบที่มีนัยสำคัญ คือพื้นที่ที่ลิ้นหัวใจไมตรัลเปิดเต็มที่ได้น้อยกว่า 1.5 ตารางเซนติเมตร ซึ่งการเกิดภาวะน้ำท่วมปอดพบได้ง่ายในหญิงตั้งครรภ์ที่เป็นโรคนี้ เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของการไหลเวียนโลหิต ผ่านหัวใจ,ปริมาณเลือดในร่างกายที่เพิ่มขึ้น, อัตราการเต้นของหัวใจ ที่เพิ่มขึ้นทำให้ช่วงระยะเวลาที่หัวใจ คลายตัวสั้นลงทำให้เลือดที่ไหลผ่านเข้าหัวใจห้องล่างซ้ายยิ่งลดลง และผลของการที่ลิ้นหัวใจไมตรัลตีบจะทำให้ความดันในหัวใจห้องบนซ้ายสูงกว่าปกติซึ่งส่งผลต่อไปยังแรงดันในปอดทำให้สูงเพิ่มขึ้นอีกด้วย
            ระยะเวลาที่มีความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหามากที่สุดในหญิงตั้งครรภ์ที่เป็นโรคนี้คือ ช่วงปลายของการตั้งครรภ์, ช่วงเจ็บครรภ์คลอด และระยะหลังคลอดระยะแรก ซึ่งในบางครั้งอาจจะพบกรณีหญิงตั้งครรภ์ที่เป็นโรค
ลิ้นหัวใจไมตรัลตีบที่ไม่ได้รับการวินิจฉัย ในช่วงฝากครรภ์ เกิดปัญหาน้ำท่วมปอดในช่วงระยะดังกล่าว รวมทั้งในโรคหัวใจชนิดนี้มักจะพบหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิด AF(Atrial fibrillation)ได้บ่อย เนื่องจากความดัน ในหัวใจห้องบนซ้ายที่เพิ่มขึ้น นั่นเอง ซึ่งการเกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิด AFนั้น ในทางการแพทย์ถือว่า เป็นสาเหตุที่สำคัญที่ทำให้เกิดโรคอัพฤกษ์ หรือเส้นเลือดสมองตีบ
            การรักษา ถ้าตรวจพบว่ามีลิ้นหัวใจไมตรัลตีบอย่างมีนัยสำคัญ(พื้นที่ที่ลิ้นหัวใจไมตรัลเปิดเต็มที่ได้น้อยกว่า 1.5 ตารางเซนติเมตร) ก่อนตั้งครรภ์ ให้รีบรักษา โดยใช้บอลลูนขยายลิ้นหัวใจไมตรัล และ/หรือการผ่าตัดซ่อมลิ้นหัวใจ แล้วแต่แพทย์เห็นสมควร แต่ถ้าโรคหัวใจดังกล่าวได้รับการวินิจฉัยในระหว่างตั้งครรภ์   การรักษาจะประกอบด้วย
1.การดูแลรักษาทั่วไป: จำกัดกิจกรรมหรือการออกแรงทุกชนิดให้เหลือเท่าที่จำเป็น
2.การให้ยา: ยาที่ควรเลือกใช้ ได้แก่ ยาขับปัสสาวะ เพื่อลดแรงดันในปอด, ยาปิดกั้นเบต้า(beta blocker) เพื่อให้หัวใจเต้นช้าลงทำให้เลือดสามารถไหลผ่านลิ้นหัวใจที่ตีบได้มากขึ้น
3.การทำบอลลูนขยายลิ้นหัวใจไมตรัล(Mitral balloon valvuloplasty) ในรายที่มีปัญหาในการรักษา รวมทั้งให้ยาแล้วไม่ได้ผล ซึ่งก่อนทำบอลลูนจำเป็นจะต้องเข้ารับการตรวจหัวใจด้วยเครื่อง echocardiogram ชนิดส่องกล้อง(TEE) ก่อนทุกครั้งเพื่อดูว่ามีก้อนเลือดตกค้างอยู่ในหัวใจห้องบนซ้ายหรือไม่

ลิ้นหัวใจไมตรัลและเอออร์ติครั่ว(Mitral and Aortic regurgitation)
            สาเหตุอาจเกิดจากโรคลิ้นหัวใจรูห์มาติค หรืออาจเกิดจากการเสื่อมสภาพที่เรียกว่า myxomatous  degeneration ซึ่งโรคลิ้นหัวใจรั่วทั้งสองชนิดนี้ร่างกายมักจะปรับตัวได้ในระหว่างตั้งครรภ์ เพราะการลดลงของ
ความต้านทานเส้นเลือดในภาวะตั้งครรภ์ปกติ เป็นปัจจัยที่มีประโยชน์ช่วยเพิ่มปริมาณการไหลเวียนของเลือดที่ออกจากหัวใจในรายที่เป็นโรคลิ้นหัวใจรั่วดังกล่าว            แต่อย่างไรก็ตามการเกิดภาวะน้ำท่วมปอดและหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิด AF(atrial fibrillation) ก็ยังสามารถที่จะเกิดได้ในหญิงตั้งครรภ์ที่เป็นโรคลิ้นหัวใจไมตรัลและเอออร์ติครั่ว โดยเฉพาะกรณีลิ้นหัวใจรั่วรุนแรง
           การรักษา ประกอบด้วย
1.การดูแลรักษาทั่วไป: จำกัดกิจกรรมหรือการออกแรงทุกชนิดให้เหลือเท่าที่จำเป็น
2.การให้ยา: แนะนำให้ใช้ยากลุ่ม Digoxin, ยาขับปัสสาวะ, กลุ่มยาขยายเส้นเลือด(vasodilators) และควรหลีกเลี่ยงการใช้ยากลุ่ม ACE inhibitorsเช่น captopril, enalapril; ยากลุ่ม Angiotensin II antagonist เช่น losartan,valsartan เป็นต้น ทั้งนี้เพราะยาทั้งสองกลุ่มนี้มีอันตรายต่อทารกในครรภ์ และถ้าจำเป็นต้องยากลุ่มดังกล่าวให้เลี่ยงไปใช้ยา nifedipine แทน

           อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่การรักษาด้วยยาล้มเหลว คือผู้ป่วยยังมีปัญหาเรื่องหัวใจล้มเหลวในระหว่างตั้งครรภ์ การผ่าตัดหัวใจ(valve repair or replacement)ก็ยังสามารถทำได้อย่างปลอดภัยพอสมควร โดยมีความเสี่ยง ในแม่ พบภาวะแทรกซ้อน 24% พบการเสียชีวิต 3-6% มีความเสี่ยงในทารก พบภาวะแทรกซ้อน 9%   พบการเสียชีวิต 19-30%

ลิ้นหัวใจเอออร์ติคตีบ(Aortic stenosis)
         สาเหตุของโรคหัวใจชนิดนี้ในหญิงที่ตั้งครรภ์ อาจเป็นจากลิ้นหัวใจเอออร์ติคมี 2 แผ่นซึ่งเป็นมาแต่กำเนิด หรืออาจเป็นจากการมีแคลเซียมไปเกาะที่ลิ้นหัวใจ(acquired calcific aortic stenosis)
ในหญิงที่ตั้งครรภ์ที่เป็นโรคนี้มักจะทนต่อภาวะนี้ได้ เนื่องจากการมีปริมาณเลือดที่เพิ่มขึ้นก็ช่วยให้เลือดผ่านลิ้นหัวใจที่ตีบไปได้มากกว่าเดิม แต่ถ้าเป็นรุนแรงคือลิ้นหัวใจตีบมาก (ค่า gradient มากกว่า 50 มม.ปรอท หรือพื้นที่ที่ลิ้นหัวใจเปิด น้อยกว่า 1 ตารางเซนติเมตร)ก็จะทำให้เลือดที่ออกจากหัวใจลดลงจนอาจมีผลต่อเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจและสมองได้ และระยะที่อันตรายที่สุดคือ ระยะเจ็บครรภ์และคลอด เนื่องจาก อาจจะมีการ
ขาดสารน้ำในช่วงงดน้ำและอาหารขณะเจ็บครรภ์และคลอด หรืออาจจะมีปัญหาความดันโลหิตต่ำจากการให้ยาแก้ปวดหรือมีภาวะเลือดออกร่วมด้วย ซึ่งมีผลต่อปริมาณเลือดที่ไหลออกจากหัวใจจะลดลงได้

ลิ้นหัวใจไมตรัลหย่อน(Mitral valve prolapse)
         สาเหตุเป็นผลจากการเสื่อมสภาพที่เรียกในทางการแพทย์ว่า myxomatous leaflet degenerationและโรคหัวใจชนิดนี้เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่ทำให้มีลิ้นหัวใจไมตรัลรั่วในหญิงที่ตั้งครรภ์ ซึ่งมักจะไม่มีปัญหาใน
ระหว่างตั้งครรภ์
         การรักษา อาจให้ยาปิดกั้นเบต้า ในรายที่มีอาการใจสั่นหรือหัวใตเต้นผิดจังหวะร่วมด้วย แต่ถ้ามีปัญหาเรื่องลิ้นหัวใจไมตรัลรั่วรุนแรง ก็จะให้การดูแลรักษาเหมือนกรณีหัวข้อโรคลิ้นหัวใจไมตรัลรั่วดังกล่าวข้างต้น

การผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจในรายที่ตั้งครรภ
         ในผู้หญิงที่ตั้งครรภ์และได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจมาก่อนแล้ว จะมีปัญหาในการให้ยาป้องกันเลือดแข็งตัว ซึ่งจำเป็นต้องให้ในผู้ป่วยที่ผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจ ทั้งนี้เพราะยาป้องกันเลือดแข็งตัว มีอันตรายต่อทั้งแม่และทารกในครรภ์ คือ อาจทำให้เกิด การอุดตันของเส้นเลือด(thromboembolism), ภาวะเลือดออกอันเป็นผลจากเลือดแข็งตัวช้าจากฤทธิ์ยา, การเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ผิดปกติ เป็นต้น ดังนั้นในกรณีนี้ แพทย์จะเปลี่ยนไปใช้ยาที่ชื่อ heparin แทน ในระหว่างตั้งครรภ์ ซึ่งก็ยังเป็นปัญหาในเรื่องประสิทธิภาพ และความไม่สะดวกในการใช้ เพราะ ยา heparin มีเฉพาะยาฉีดเท่านั้น

โรคหัวใจชนิด Cardiomyopathies
          โรคหัวใจชนิดนี้อาจเป็นผลมาจากหลายสาเหตุ เช่น การติดเชื้อไวรัส, ยาบางชนิดเช่น โคเคน,doxorubicinที่ใช้รักษาโรคมะเร็ง, ในรายที่มีการบีบตัวของหัวใจน้อย(<40%) ควรจำกัดกิจกรรมการออกกำลัง ร่วมกับการให้ยา เช่น  digoxin, diuretics, vasodilators
          ที่สำคัญควรหลีกเลี่ยงการตั้งครรภ์ในรายที่มีการบีบตัวของหัวใจ น้อยกว่า 40% เพราะมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนทางหัวใจ

โรคเส้นเลือดหัวใจตีบ
          โดยปกติแล้ว โรคเส้นเลือดหัวใจตีบพบได้น้อยในหญิงวัยเจริญพันธุ์ แต่ในการศึกษาการเกิดโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายในระหว่างการตั้งครรภ์ พบว่ามักจะพบในช่วงปลายของการตั้งครรภ์ และ พบในท้องหลังๆ ใน
ผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 33 ปี และการตรวจเลือดหาค่าระดับ troponin I เป็นวิธีที่แนะนำสำหรับในรายหญิงตั้งครรภ์ที่สงสัยว่าเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย
           การรักษาโรคกล้ามเนื้อหัวใจในหญิงตั้งครรภ์ มีประเด็นที่ควรกล่าวถึง ได้แก่

1.ในกรณีที่มีภาวะหัวใจหยุดเต้นในแม่ ทารกในครรภ์จะมีโอกาสรอดได้ถ้าสามารถคลอดออกมาได้ภายใน 4-5นาที
2.การให้ยาละลายลิ่มเลือด(thrombolytic therapy) ยังไม่มีการศึกษาเปรียบเทียบในรายที่ตั้งครรภ์ แม้ยังไม่มีรายงานการเกิดความผิดปกติของการสร้างอวัยวะจากการใช้ยานี้ แต่ก็มีความเสี่ยง ของการเกิดภาวะเลือดออกหลังคลอดได้ โดยเฉพาะถ้าให้ยาละลายลิ่มเลือดในช่วงระยะเวลา 8 ชม.หลังคลอด
3.การใช้ยาป้องกันการแข็งตัวของเลือด แนะนำให้ใช้ยา heparin จะปลอดภัยที่สุด เนื่องจากยาไม่ผ่านรก จึงไม่มีผลต่อเด็กทารก และยานี้ควรหยุดใช้ในระหว่างเจ็บครรภ์คลอด เพื่อลดความเสี่ยงของ การเกิดภาวะแทรกซ้อนเลือดออก
4.การใช้ยา aspirin ในระหว่างตั้งครรภ์สามารถให้ได้อย่างปลอดภัย โดยให้ในขนาดต่ำ คือ 81-120มิลลิกรัมต่อวัน
5.การใช้ยา nitrate ทั้งแบบฉีดและแปะหน้าอก สามารถใช้ได้อย่างปลอดภัยในระหว่างการตั้งครรภ์ แต่ควรระวังการเกิดความดันโลหิตต่ำ
6.การใช้ยาปิดกั้น เบต้าและยาปิดกั้นแคลเซียม สามารถใช้ได้อย่างปลอดภัยในระหว่างตั้งครรภ์ แต่ก็มีรายงานการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการใช้ยาปิดกั้นเบต้าได้ เช่น บางรายพบว่าการเจริญเติบโตช้า, การเกิดน้ำตาลในเลือดต่ำ,การกดการหายใจ, การมีภาวะหัวใจเต้นช้า
7.ยากลุ่ม ACEI เช่น captopril,enalapril และยากลุ่มลดไขมันชนิด statins(HMG-CoA reductase) เช่นsimvastatin เป็นยาที่ห้ามใช้ในระหว่างตั้งครรภ์
8.แม่มีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตสูงสุดถ้าเกิดโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายในช่วงไตรมาสที่ 3 ของการตั้งครรภ์
9.มาตรการที่จะช่วยลดการทำงานของหัวใจในขณะคลอด ได้แก่ การให้ยาชาชนิดepidural block, ให้ออกซิเจน,นอนตะแคงซ้าย, ใช้ยาลดความดันโลหิตสูงและลดการเต้นหัวใจที่เร็ว, ใช้เครื่องมือช่วย ในการคลอดเช่นคีมหรือเครื่องดูด และผ่าตัดคลอดในรายที่มีข้อบ่งชี้ หรือมีภาวะแทรกซ้อนที่รอคลอดปกติไม่ได้

 การดูแลในระยะเจ็บครรภ์และการคลอด
             แนะนำให้คลอดปกติจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนทางหัวใจน้อยกว่าการผ่าตัดคลอดและอาจจะต้องกระตุ้นให้มีการเจ็บครรภ์คลอด ในระยะเวลาที่เหมาะสม และขณะเจ็บครรภ์ ให้ผู้หญิงนอนในท่าตะแคงเพื่อลดปัญหาการเกิดความดันโลหิตต่ำได้ง่ายในช่วงมดลูกบีบตัวในขณะที่ผู้หญิงอยู่ในท่านอนหงายซึ่งทำให้เลือดจากส่วนล่างไหลกลับเข้าหัวใจได้น้อย และการใช้อุปกรณ์ช่วยเช่น คีม หรือ เครื่องดูด ก็จะมีประโยชน์เพื่อลดการเบ่งคลอดของมารดา ซึ่งมีผลเสียต่อระบบไหลเวียนโลหิต

วิธีการคลอด
            สามารถคลอดปกติได้ โดยอาจจะใช้อุปกรณ์ช่วยคลอด เช่น คีมforceps หรือใช้เครื่องดูด ส่วนการผ่าตัดคลอด ใช้เมื่อมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ เช่น ศีรษะเด็กใหญ่เกินกว่าช่องเชิงกราน
การผ่าตัดคลอด ก็อาจเกิดปัญหาในหลายๆเรื่องได้ เช่น
1.การดมยาสลบมีความเสี่ยงที่จะมีการเปลี่ยนแปลงของสัญญาณชีพ
2.การผ่าตัดคลอดจะมีการเสียโลหิตเป็นสองเท่าของการคลอดปกติ
3.เป็นการเพิ่มความเสี่ยงของการติดเชื้อของบาดแผลและที่มดลูก
4.การเกิดเส้นเลือดดำอักเสบหลังผ่าตัดเป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยหลังผ่าตัดคลอด
5.ในรายที่มีการให้ยากันเลือดแข็งตัว จะมีความเสี่ยงต่อการมีเลือดออกที่แผลหลังผ่าตัด

การให้ยาปฏิชีวนะป้องกันการติดเชื้อที่หัวใจ
         โดยปกติแล้วในรายที่เป็นโรคหัวใจที่ตั้งครรภ์ จะไม่จำเป็นต้องให้ยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันการติดเชื้อที่หัวใจ ไม่ว่าจะเป็นการคลอดปกติ หรือการผ่าตัดคลอด ยกเว้นแต่กรณีที่มีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อที่หัวใจ ซึ่ง
ได้แก่ หญิงที่ผ่าตัดเปลี่ยนใส่ลิ้นหัวใจเทียมมาก่อน แต่อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติก็มักจะให้ยาปฏิชีวนะด้วย โดยเฉพาะถ้าไม่แน่ใจในเรื่องการติดเชื้อทึ่จะเกิดขึ้น

การดูแลหลังคลอด
การใช้ยา oxytocin หลังคลอดเพื่อเพิ่มการบีบตัวของมดลูก ควรให้ช้าๆ ไม่เกิน 2 unitsต่อนาที เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดความดันโลหิตต่ำ ส่วนยาที่ควรหลีกเลี่ยงคือ methylergonovine เพราะจะทำให้เกิดความดัน
โลหิตสูงจากการหดตัวของเส้นเลือด ได้บ่อย(อัตราการเกิดมากกว่า 10%)
          

เรียบเรียงโดย Doctor Heart